วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นวัฒกรรมท้องถิ่น การทำกระเป๋าด้วยผักตบชวา

กลุ่มอาชีพจักสานผักตบชวา เกิดจากความต้องการในการสร้างอาชีพเสริมของคนในหมู่บ้านสายสมบูรณ์ โดยมุ่งมาที่การจักสานผักตบชวา เนื่องจากภายในหมู่บ้านมีลำคลองซึ่งมีผักตบชวาเป็นวัชพืชจำนวนมาก ทำให้กล่มเกิดแนวคิดในการนำผักตบชวาดังกล่าวมาจักสาน ต่อมากลุ่มได้รับการสนับสนุนทางด้านวิชาการและงบประมาณจากหน่วยงานราชการมากมาย และได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มรรูปแบบที่หลากหลายและเป็นที่ต้องการของตลาด ตลอดจนกลุ่มยังคงพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
ขั้นตอนการจักสานกระเป๋าผักตบชวา


การเตรียมวัตถุดิบในการผลิต1. ตัดผักตบชวาจากธรรมชาติ กะขนาดความยาวประมาณ 1 ศอกขึ้นไป
2. ล้างทำความสะอาดตัดแต่งต้นสด
3. ตากแดดให้แห้งสนิท ไม่ให้ถูกฝนเก็บทุกเย็นเพื่อไม่ให้ถูกน้ำค้าง
4. นำมาอบกำมะถันจากอุปกรณ์ที่เกิดจากภูมิปัญญาเพื่อให้ต้นผักตบแห้งขาวอบไว้ประมาณ 1 คืน
5. นำมาตากแดดเพื่อไล่ความชื้นอีกรอบ
6. เก็บใส่ถุงพลาสติกหนาแขวนไว้ทีสูง เพื่อไม่ให้ถูกความชื้นก่อนนำไปจักสานเป็นผลิตภัณฑ์

ขั้นตอนการผลิตกระเป๋าสานจากผักตบชวา
1. นำผักตบตากแห้งที่เตรียมไว้มากรีดให้เป็นเส้น ๆขนาดตามต้องการ และตัดแต่งเพื่อความสวยงาม
2. สานเปียเป็นลายพื้นฐานก่อนนำไปขึ้นกระเป๋า
3.หากต้องการสีสันก็สามารถนำไปย้อมได้หลังจากที่สานเปียแล้ว
4.นำวัสดุที่ได้มาขึ้นรูปจากโครงแบบสำเร็จขึ้นอยู่กับความต้องการ และลวดลายที่ต้องการทำ
5.สานเสร็จแล้วเก็บชายให้เรียบร้อยจากนั้นนำไปทาเคลือบเงาเพื่อรักษาชิ้นงานให้คงทนและเพิ่มมูลค่าของชิ้นงาน
6.นำไปประกอบใส่ผ้าซับใน ใส่ซิบ ติดหูหิ้วตามที่ต้องการ
7.ตรวจสอบความเรียบร้อย ติดป้ายแขวนกลุ่ม บรรจุภัณฑ์ ก่อนจัดส่งลูกค้าต่อไป

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีของ น.ส. เอ

เห็นด้วย
จากเหตุการณ์ที่รถตู้ขนส่งโดยสารถูกชนนั้น ผู้ก่อเหตุยังเป็นเยาชนอยู่นั้น จากภาพที่ลงในข่าวเห็นผู้ก่อเหตุ กำลังใช้มือถือส่งข้อความไปคุยกับเพื่อนนั้นแสดงถึงภาวะที่ขาดความรับผิดชอบ  แทนที่ผู้กระทำผิดจะไปดูหรือช่วยเหลือผู้บากเจ็บก่อนเพราะทุกชีวิตต่างมีค่าผู้ต้องหากล่าวเพียงต้องการโทรหาประกันแต่ภาพที่ออกมานั้นเป็นรูปการส่งข้อความมากกว่า แทนที่จะการโทรซึ่งสะดวกว่าซึ่งในยุคนี้หรืออนาคต เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกๆ แยกของถนน จะมีกล้องวงจรปิดเอาไว้เพื่อดูผู้กระทำความผิด   โทรศัพท์มือถือจะสามารถใช้งานได้เหมือนกล้องวีดีโอบันทึกการกระทำของผู้ทำความผิดได้ทำให้ง่ายต่อการจับกุมและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนานมาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ
หลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็น บิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ได้มีผู้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมามากมายหลายขนาด ทำให้เป็นการเริ่มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง   โดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุค
ยุคที่ 1
 
เป็นการประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มิใช่เครื่องคำนวณ โดยเมาช์ลีและเอ็กเคอร์ต (Mauchly and Eckert) ได้นำแนวความคิดนั้นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากเครื่องหนึ่งเรียกว่า ENIAC (Electronic Numericial Integrator and Calculator) ซึ่งต่อมาได้ทำการปรับปรุงการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น   และได้ประดิษฐ์เครื่อง UNIVAC (Universal Automatic Computer) ขึ้นเพื่อใช้ในการสำรวจสำมะโนประชากรประจำปี จึงนับได้ว่า UNIVAC เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่ถูกใช้งานในเชิงธุรกิจ ซึ่งนับเป็นการเริ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคแรกอย่างแท้จริง เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้หลอดสุญญากาศในการควบคุมการทำงานของเครื่อง ซึ่งทำงานได้อย่างรวดเร็ว แต่มีขนาดใหญ่มากและราคาแพง ยุคแรกของคอมพิวเตอร์สิ้นสุดเมื่อมีผู้ประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์มาใช้แทนหลอดสูญญากาศ
ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่ 1
  • ใช้อุปกรณ์ หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) เป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และเกิดความร้อนสูง
  • ทำงานด้วยภาษาเครื่อง (Machine Language) เท่านั้น
  • เริ่มมีการพัฒนาภาษาสัญลักษณ์ (Assembly / Symbolic Language) ขึ้นใช้งาน
ยุคที่  2
มีการนำทรานซิสเตอร์ มาใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์จึงทำให้เครื่องมีขนาดเล็กลง และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในยุคนี้ยังได้มีการคิดภาษาเพื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เช่น ภาษาฟอร์แทน (FORTRAN) จึงทำให้ง่ายต่อการเขียนโปรแกรมสำหรับใช้กับเครื่อง
ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่ 2
  • ใช้อุปกรณ์ ทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่งสร้างจากสารกึ่งตัวนำ (Semi-Conductor) เป็นอุปกรณ์หลัก แทนหลอดสุญญากาศ เนื่องจากทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียว มีประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่าหลอดสุญญากาศได้นับร้อยหลอด ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดเล็ก ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ความร้อนต่ำ ทำงานเร็ว และได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
  • เก็บข้อมูลได้ โดยใช้ส่วนความจำวงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic Core)
  • มีความเร็วในการประมวลผลในหนึ่งคำสั่ง ประมาณหนึ่งในพันของวินาที (Millisecond : mS)
  • สั่งงานได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากทำงานด้วยภาษาสัญลักษณ์ (Assembly Language)
  • เริ่มพัฒนาภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้นใช้งานในยุคนี้
ยุคที่  3
คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เริ่มต้นภายหลังจากการใช้ทรานซิสเตอร์ได้เพียง 5 ปี เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับวงจรรวม (Integrated-Circuit) หรือเรียกกันย่อๆ ว่า "ไอซี" (IC) ซึ่งไอซีนี้ทำให้ส่วนประกอบและวงจรต่างๆ สามารถวางลงได้บนแผ่นชิป (chip) เล็กๆ เพียงแผ่นเดียว จึงมีการนำเอาแผ่นชิปมาใช้แทนทรานซิสเตอร์ทำให้ประหยัดเนื้อที่ได้มาก นอกจากนี้ยังเริ่มมีการใช้งานระบบจัดการฐานข้อมูล (Data Base Management Systems : DBMS) และมีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้หลายๆ งานในเวลาเดียวกัน และมีระบบที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับเครื่องได้หลายๆ คน พร้อมๆ กัน (Time Sharing)
ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่ 3
  • ใช้อุปกรณ์ วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) หรือ ไอซี และวงจรรวมสเกลขนาดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) เป็นอุปกรณ์หลัก
  • ความเร็วในการประมวลผลในหนึ่งคำสั่ง ประมาณหนึ่งในล้านของวินาที (Microsecond : mS) (สูงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 1 ประมาณ 1,000 เท่า)
  • ทำงานได้ด้วยภาษาระดับสูงทั่วไป
ยุคที่  4
เป็นยุคที่นำสารกึ่งตัวนำมาสร้างเป็นวงจรรวมความจุสูงมาก (Very Large Scale Integrated : VLSI) ซึ่งสามารถย่อส่วนไอซีธรรมดาหลายๆ วงจรเข้ามาในวงจรเดียวกัน และมีการประดิษฐ์ ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ขึ้น ทำให้เครื่องมีขนาดเล็ก ราคาถูกลง และมีความสามารถในการทำงานสูงและรวดเร็วมาก จึงทำให้มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคนี้
ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่ 4
  • ใช้อุปกรณ์ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) และ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่มาก (Very Large Scale Integration : VLSI) เป็นอุปกรณ์หลัก
  • มีความเร็วในการประมวลผลแต่ละคำสั่ง ประมาณหนึ่งในพันล้านวินาที (Nanosecond : nS) และพัฒนาต่อมาจนมีความเร็วในการประมวลผลแต่ละคำสั่ง ประมาณหนึ่งในล้านล้านของวินาที (Picosecond : pS)
ยุคที่  5
ในยุคนี้ ได้มุ่งเน้นการพัฒนา ความสามารถในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และ ความสะดวกสบายในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างชัดเจน มีการพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาขนาดเล็กขนาดเล็ก (Portable Computer) ขึ้นใช้งานในยุคนี้
โครงการพัฒนาอุปกรณ์ VLSI ให้ใช้งานง่าย และมีความสามารถสูงขึ้น รวมทั้งโครงการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ โดยหวังให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู้ สามารถวิเคราะห์ปัญหาด้วยเหตุผล
องค์ประกอบของระบบปัญญาประดิษฐ์ ประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่
1. ระบบหุ่นยนต์ หรือแขนกล (Robotics or Robotarm System)
คือหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ที่ควบคุมการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์เพื่อให้ทำงานแทนมนุษย์ในงานที่ต้องการความเร็ว หรือเสี่ยงอันตราย เช่น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรือหุ่นยนต์กู้ระเบิด เป็นต้น
2. ระบบประมวลภาษาพูด (Natural Language Processing System) 
คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสังเคราะห์เสียงที่มีอยู่ในธรรมชาติ (Synthesize) เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ เช่น เครื่องคิดเลขพูดได้ (Talking Calculator) หรือนาฬิกาปลุกพูดได้ (Talking Clock) เป็นต้น
3. การรู้จำเสียงพูด (Speech Recognition System) 
คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถจดจำคำพูดของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือเป็นการพัฒนาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ด้วยภาษาพูด เช่น งานระบบรักษาความปลอดภัย งานพิมพ์เอกสารสำหรับผู้พิการ เป็นต้น
4. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) 
คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู้ รู้จักใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา โดยใช้ความรู้ที่มี หรือจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนึ่ง ไปแก้ไขปัญหาอื่นอย่างมีเหตุผล ระบบนี้จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูล (Database) ซึ่งมนุษย์ผู้มีความรู้ความสามารถเป็นผู้กำหนดองค์ความรู้ไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ได้จากฐานความรู้นั้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์วิเคราะห์โรค หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ทำนายโชคชะตา เป็นต้น 

ที่มา
http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/menu2.htm

 

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

แผนการสอนวิชา flash 8

แผนการจัดการเรียนรู้
ชื่อ รายวิชา  เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology)
ภาคเรียนที่  2/ 2553

 คำอธิบายรายวิชา
                        ศึกษารูปแบบ ลักษณะและองค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย ประเภทและการใช้งานของสื่อมัลติมีเดีย ความรู้เบื้องต้นในการผลิตสื่อภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และวีดีโอในระบบดิจิตอลเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตสื่อ
มัลติมีเดีย การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสื่อมัลติมีเดีย การผลิตสื่อมัลติมีเดียจากโปรแกรมต่าง
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
                        1.นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะองค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดียได้
                        2.นักเรียนสามารถจำแนกประเภทและการใช้งานของสื่อสื่อมัลติมีเดียได้ถูกต้อง
                        3.นักเรียนสามารถใช้โปรแกรมสำเร็จรูปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย

เนื้อหาสาระ

เนื้อหาสาระ
จำนวนคาบ
สัปดาห์ที่
หน่วยที่ 1
-ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมมัลติมีเดีย
  ประวัติความเป็นมาของโปรแกรม  ลักษณะองค์ประกอบ ประเภทการใช้สื่อ
  มัลติมีเดีย หลักการใช้สี ภาพ เสียง ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว วีดีโอ
  การติดตั้งโปรแกรม
10
1-2
หน่วยที่ 2
-ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้โปแกรมมัลติมีเดีย
  โปแกรม Flash , Photoshop   ส่วนประกอบของโปแกรม Flash 
   ลักษณะของจอภาพ  การควบคุมการแสดงผล หลักการทำงาน
   แถบเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโปรแกรม  แถบคำสั่ง แถบเครื่องมือ
   กล่องเครื่องมือ เส้นแบ่งเวลา หน้าต่างเวที หน้าต่างควบคุม Scene  Import
10
3-4-5
หน่วยที่ 3
-หลักการทำงานและการเลือกใช้เครื่องมือตกแต่งภาพ
  ชนิดของแฟ้มข้อมูล  แถบเครื่องมือ  การใช้หน้าต่าง  การควบคุมและ
  การจัดการกับวัตถุ การจัดการ Layer  เส้นตรง เส้นโค้ง วงกลม วงรี สี แปรงระบาย
  การลบ   การเลือกสีเพิ่มเติม ไล่โทนสี การเทสี สีจากหน้าต่าง Swatches  สีพื้น  
10
6-7-8
หน่วยที่ 4
-การสร้างงานพื้นฐาน Animation
   หลักในการสร้างภาพเคลื่อนไหว องค์ประกอบของภาพเคลื่อนไหว
    ประเภทของการสร้างภาพเคลื่อนไหวชนิดต่าง ๆ  Tween  Guide Line  
    Shape Tween    Frame By Frame  , Frame  Keyfram  การใช้ข้อความ
10
9-10-11

หน่วยที่ 5
-  SymBol และ Library
    ความหมายของ SymBol  ประเภทของ Symbol   Instance 
    ชนิดของ   Symbol   การเปลี่ยนวัตถุให้เป็นซิมโบล  การแก้ไขซิมโบล
    การเรียกใช้  Library  การจัดการ Instance
10
12-13-14
หน่วยที่ 6
-การนำเสนอผลงาน
  เรื่องของเสียง  Movie  การใช้เสียงใน Frame   ใส่เสียงใน Properties
  การนำเข้า การส่งออกของแฟ้มข้อมูลในรูปแบบการนำเสนอต่าง ๆ
10
15-16

วัดผลปลายภาค




กิจกรรมการเรียนการสอน
-ลักษณะการบรรยายประกอบการสาธิต ศึกษาตัวอย่างจาก ห้องสมุด Internet เอกสารตำรา Animation Flash8
ทำตามใบงาน แบบทดสอบ แบบฝึกปฏิบัติ
สื่อการเรียนการสอน  
หนังสือ Flash 8   เอกสารตำราตัวอย่างจาก Internet  PowerPoint   รูปภาพ ฯลฯ
การวัดและประเมินผล
ใช้ข้อสอบ  ผลงานที่ฝึกปฏิบัติ    การมาเข้าชั้นเรียนและการฝึกปฏิบัติ

ประวัติส่วนตัว

ข้อมูลส่วนบุคคล

1.1  ประวัติส่วนตัว
ชื่อ       นางสาวชนาธิป   ใจเย็น

เกิดวันที่        วันอาทิตย์  ที่  30   ธันวาคม   พ.ศ. 2527
สถานที่เกิด    โรงพยาบาลพะเยา
เลขประจำตัวประชาชน         1 5607 00003 01 4
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี              
เชื้อชาติ         ไทย

สัญชาติ      ไทย          

ศาสนา พุทธ
โรคประจำตัว     -
ตำหนิ          
หมู่โลหิต       บี
ความสามารถพิเศษ           สามารถซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ได้




ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน
เลขที่      5
หมู่ที่     6
ตำบล       บ้านเหล่า
อำเภอ     แม่ใจ
จังหวัด    พะเยา
รหัสไปรษณีย์   56130
โทรศัพท์   089-2621407
โทรสาร   -
E-mail 
j-laor@hotmail.com

ที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวก
เลขที่      5
หมู่ที่     6
ตำบล       บ้านเหล่า
อำเภอ     แม่ใจ
จังหวัด    พะเยา
รหัสไปรษณีย์   56130
โทรศัพท์   089-2621407
                  089-2626764
โทรสาร -
E-mail
j-laor@hotmail.com

บิดา มารดา
บิดาชื่อ              นายสว่าง  ใจเย็น
เกิดวันที่     23 ธันวาคม 2506
เลขประจำตัวประชาชน     3 5607 00167 11 1
อาชีพ        ค้าขาย
ที่อยู่ปัจจุบัน   5 หมู่ที่ 6  ต.บ้านเหล่า   อ. แม่ใจ  จ. พะเยา   56130
มารดาชื่อ  นางจันทรา  ใจเย็น
เกิดวันที่    15 กุมภาพันธ์ 2508
เลขประจำตัวประชาชน     3 5607 00155 31 7
อาชีพ     ค้าขาย
ที่อยู่ปัจจุบัน    5 หมู่ที่ 6  ต.บ้านเหล่า   อ. แม่ใจ  จ. พะเยา   56130




สถานะภาพทางครอบครัวและการสมรส
(  / )   โสด
(  ) สมรส 
(   )  ม่าย  เนื่องจาก

           

1.2    ประวัติการศึกษา 
ระดับการศึกษา
วุฒิการศึกษา/วิชาเอก
ชื่อสถานศึกษา
ปีที่สำเร็จ
ปริญญาบัตร
วิทยาการคอมพิวเตอร์
มหาวิทยาลัยภาคกลาง
2551
มัธยมศึกษาตอนปลาย
ม. 6
โรงเรียนแม่ใจวิทยาคม
2545
มัธยมศึกษาตอนต้น
ม. 3
โรงเรียนแม่ใจวิทยาคม
2542
ประถมศึกษา
ป. 6
โรงเรียนบ้านดงอินตา
2539



1.4  ประวัติการทำงาน
ว/ด/ป
สถานที่ทำงาน
ตำแหน่ง
18 ม.ค. 2553 – 30 พ.ย. 2553
โรงเรียนชุมชนบ้านแม่สุก
ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์
1 ธ.ค. 2553 –  ปัจจุบัน
โรงเรียนปงรัชดาภิเษก
ครูสอนคอมพิวเตอร์



1.3  ความรู้/ทักษะ
-  สามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม E Book, Adobe PhotoScap , Ulead , Microsoft office Dreamwaver flash โปรแกรม MSWLogo และอื่นๆ
  - สามารถถ่ายทอดความรู้ด้วยโปรแกรมThai Geometer 's Sketchpad (GSP) ให้นักเรียนได้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีนักเรียน และได้รับเหรียญทองระดับในการแข่งขันทักษะ ระดับ สหวิทยาเขต และได้รับรางวัลเหรียญเงิน ระดับ เขต ส่วนมากมีความรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง        
 - สามารถนำความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในวิชาต่างๆที่สอน เช่น คณิตศาสตร์ ศิลปะ สังคม ทำให้เกิดนวัฒกรรมใหม่ๆ แก่นักเรียน